แชร์

การรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) โดยการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (TMS)

การรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) โดยการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (TMS)

บทนำ
โรคสมาธิสั้น หรือ Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD) เป็นภาวะความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น และอาจต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ส่งผลต่อสมาธิ การควบคุมตนเอง พฤติกรรม และการเรียนรู้ แม้การรักษามาตรฐานด้วยยาและพฤติกรรมบำบัดจะได้ผลดีในผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ยังมีผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งที่ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี หรือมีผลข้างเคียงจากยา

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาด้วย การกระตุ้นสมองแบบไม่ต้องผ่าตัด (non-invasive brain stimulation) โดยเฉพาะการกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะทางเลือกหรือการรักษาเสริมสำหรับ ADHD โดยมีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

TMS คืออะไร และทำงานอย่างไร

TMS เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สนามแม่เหล็กความเข้มสูงในช่วงเวลาสั้น ๆ กระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองผ่านกะโหลกศีรษะ โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องดมยาสลบ รูปแบบที่ใช้ในการรักษาคือ repetitive TMS (rTMS) ซึ่งสามารถปรับการทำงานของวงจรสมอง (neural circuits) ให้สมดุลมากขึ้น

ในผู้ป่วย ADHD งานวิจัยพบความผิดปกติของวงจรสมองส่วนหน้า โดยเฉพาะ dorsolateral prefrontal cortex (DLPFC) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ
  • สมาธิ (attention)
  • การควบคุมการยับยั้งพฤติกรรม (inhibitory control)
  • การทำงานสติปัญญาชั้นสูงของสมอง (executive function)

TMS จึงถูกนำมาใช้เพื่อปรับการทำงานของสมองบริเวณเหล่านี้ให้ใกล้เคียงภาวะปกติมากขึ้น

หลักฐานวิชาการล่าสุด: TMS กับ ADHD

Systematic Review และ Meta-analysis ล่าสุด (2024–2025)
งานทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบและการวิเคราะห์อภิมานล่าสุดได้สรุปข้อมูลจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) มีงานวิจัยหลักอยู่ 2 การศึกษา ได้แก่:

งานวิจัย systematic review & meta-analysis ล่าสุดจาก Brain and Behavior (2025)
การศึกษานี้รวบรวม รายงานการทดลองสุ่มแบบมีกลุ่มควบคุมทั้งหมด 8 งาน รวมผู้ป่วย ADHD จำนวน 325 คน เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ TMS เมื่อเทียบกับวิธีรักษาอื่นหรือการกระตุ้นแบบหลอก (sham stimulation) ผลสำคัญมีดังนี้: PubMed

  • TMS มีผลบรรเทาอาการขาดสมาธิ (inattentive) และ ไฮเปอร์ไม่นิ่งหรือหุนหันพลันแล่น (hyperactivity/impulsivity) อย่างมีนัยสำคัญ หลังการรักษา 3–6 สัปดาห์ (ขนาดอิทธิพลของการรักษา หรือ effect sizes ใหญ่ โดย SMD ~ −0.94 สำหรับ inattention และ −0.98 สำหรับ hyperactivity/impulsivity) 
  • ในการติดตามผล 1 เดือนหลังการรักษา อาการขาดสมาธิ (inattentive) ยังคงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
  • ค่าคะแนนอาการรวม (total symptom score) มีแนวโน้มดีขึ้นในระยะติดตาม
  • การรายงานผลข้างเคียงมีไม่มาก (เช่น ปวดศีรษะหรือไม่สบายหนังศีรษะ) แสดงถึง ความปลอดภัยที่ยังรับได้

งาน systematic review จาก Frontiers in Psychiatry (กุมภาพันธ์ 2025)
อีกงาน งานวิเคราะห์ผลทั้งในด้านสรีระประสาทวิทยา neurophysiology (cortical excitability) และประสิทธิภาพการรักษา (therapeutic efficacy) ได้พบว่า: PubMed

  • พบการเปลี่ยนแปลงทางสรีระประสาทวิทยาที่สำคัญใน ADHD เช่น การยับยั้ง intracortical inhibition (SICI) ลดลง สอดคล้องกับสมมติฐานของการทำงานของ GABAergic circuits
  • rTMS มีผลขนาดปานกลาง-ดีในการช่วยลดอาการ ADHD เมื่อเทียบกับการกระตุ้นหลอก (sham stimulation)
  • ผู้วิจัยชี้ถึงความเป็นไปได้ของการใช้ TMS เพื่อประเมินและรักษาในเวลาเดียวกัน รวมทั้งแนะนำให้ศึกษาต่อเพื่อปรับให้เหมาะกับ พื้นที่เป้าหมายของสมอง (target regions) ต่าง ๆ

ตำแหน่งการกระตุ้นสมองที่ใช้ในการรักษา ADHD
จากงานวิจัยในปัจจุบัน ตำแหน่งที่ถูกศึกษาและใช้บ่อย ได้แก่:

  • Left DLPFC – กระตุ้นด้วยความถี่สูง (high-frequency) เพื่อเพิ่มการทำงานของสมองด้านสมาธิและการควบคุมตนเอง
  • Right DLPFC – กระตุ้นด้วยความถี่ต่ำ (low-frequency) เพื่อช่วยลดภาวะสมองทำงานมากเกิน (hyperexcitability)
  • พื้นที่อื่น ๆ เช่น supplementary motor area (SMA) หรือ medial prefrontal cortex อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม

ตัวอย่างโปรโตคอล rTMS ที่ใช้ในการวิจัย ADHD

หมายเหตุ: โปรโตคอลอาจปรับให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ตามอายุ ความรุนแรงของอาการ และการตอบสนองต่อการรักษา

TMS เหมาะกับใคร
การรักษาด้วย TMS อาจเหมาะสำหรับ

  • เด็กหรือวัยรุ่นที่ได้รับการวินิจฉัย ADHD อย่างชัดเจน
  • ผู้ที่ตอบสนองต่อยามาตรฐานไม่ดี หรือมีผลข้างเคียงจากยา
  • ผู้ที่ต้องการแนวทางการรักษาเสริมแบบไม่ใช้ยา
  • ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและพัฒนาการเด็ก
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
TMS จัดเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อดำเนินการโดยทีมแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรม ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่
  • ปวดศีรษะหรือรู้สึกตึงบริเวณที่กระตุ้น
  • อ่อนเพลียเล็กน้อยหลังการรักษา
  • ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ชัก พบได้น้อยมาก และสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการคัดกรองผู้ป่วยอย่างเหมาะสม

     

เปรียบเทียบแนวทางการรักษา ADHD: TMS vs ยา vs Neurofeedback

การรักษา ADHD ในปัจจุบันมีหลายแนวทาง แต่ละวิธีมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากลักษณะอาการ อายุ การตอบสนองต่อการรักษาเดิม และความต้องการของครอบครัว

1. การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy)

ยากลุ่มกระตุ้นสมอง เช่น methylphenidate และ amphetamine derivatives รวมถึงยากลุ่ม non-stimulant เป็นแนวทางมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

จุดเด่น

  • เห็นผลค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านสมาธิและการควบคุมพฤติกรรม
  • มีหลักฐานวิจัยจำนวนมากและแนวทางเวชปฏิบัติที่ชัดเจน

ข้อจำกัด

  • อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ใจสั่น หรืออารมณ์แปรปรวน
  • ผู้ป่วยบางรายตอบสนองต่อยาไม่ดี หรือไม่สามารถใช้ยาในระยะยาวได้
  • ไม่ได้มุ่งปรับการทำงานของวงจรสมองในระยะยาว

2. Neurofeedback

Neurofeedback เป็นการฝึกสมองโดยอาศัยการวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) แบบ real-time เพื่อให้ผู้ป่วยเรียนรู้การควบคุมการทำงานของสมองตนเอง

จุดเด่น

  • ไม่ใช้ยาและไม่รุกล้ำร่างกาย
  • เหมาะสำหรับเด็กที่ไม่ต้องการใช้ยา หรือใช้เป็นการรักษาเสริม

ข้อจำกัด

  • ต้องใช้จำนวนครั้งในการฝึกค่อนข้างมาก (มักมากกว่า 30–40 sessions)
  • ผลการรักษามีความแปรปรวน ขึ้นกับความร่วมมือของผู้ป่วยและโปรโตคอลที่ใช้
  • หลักฐานเชิงวิเคราะห์วรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) ยังให้ผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับการกระตุ้นหลอก (sham training)

3. การรักษาด้วย TMS (Transcranial Magnetic Stimulation)

TMS เป็นการกระตุ้นสมองโดยตรงผ่านสนามแม่เหล็ก เพื่อปรับสมดุลการทำงานของวงจรสมองที่เกี่ยวข้องกับ ADHD

จุดเด่น

  • เป็นการรักษาแบบไม่รุกล้ำและไม่ต้องใช้ยา
  • มีหลักฐาน systematic review และ meta-analysis ล่าสุดสนับสนุนประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้าน inattention และ executive function
  • ระยะเวลาการรักษาค่อนข้างสั้น (ประมาณ 10–20 ครั้ง)
  • สามารถออกแบบโปรโตคอลแบบเฉพาะบุคคล (personalized neuromodulation)
ข้อจำกัด
  • ยังอยู่ในระยะพัฒนาแนวทางมาตรฐานสำหรับ ADHD
  • ต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน
ตารางสรุปเปรียบเทียบแนวทางการรักษา

ข้อเสนอแนะเชิงฉันทามติทางคลินิก (Clinical Consensus Statement)

บทความฉบับนี้สะท้อนมุมมองเชิงฉันทามติของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและจิตแพทย์เด็ก โดยอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถสรุปข้อเสนอแนะเชิงคลินิกได้ดังนี้

  1. ADHD เป็นโรคทางพัฒนาการของประสาท (neurodevelopmental disorder) ที่มีพื้นฐานจากความผิดปกติของวงจรสมองหลายระบบ โดยเฉพาะ fronto-striatal และ fronto-parietal networks การรักษาที่มุ่งปรับการทำงานของสมองโดยตรงจึงมีเหตุผลเชิงกลไกที่ชัดเจน
  2. Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) จัดเป็น non-invasive neuromodulation ที่มีข้อมูลสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากงานวิจัยระดับ randomized controlled trials และ systematic reviews
  3. จากหลักฐานปัจจุบัน TMS มีศักยภาพในการลดอาการด้าน inattention และ executive dysfunction โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานด้วยยา หรือมีข้อจำกัดด้านผลข้างเคียง
  4. TMS ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการทดแทนการรักษามาตรฐานทั้งหมด แต่เหมาะสมในฐานะการรักษาเสริม (adjunctive therapy) ภายใต้การประเมินแบบสหสาขาวิชาชีพ (multidisciplinary assessment)
  5. การเลือกผู้ป่วย การกำหนดตำแหน่งกระตุ้น และการปรับโปรโตคอลควรดำเนินการโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน neuromodulation และพัฒนาการเด็ก เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิผลสูงสุด

บทสรุป

หลักฐานทางวิชาการล่าสุดสนับสนุนว่า TMS เป็นแนวทางการรักษาที่มีศักยภาพสำหรับผู้ป่วย ADHD โดยเฉพาะในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน การรักษานี้ไม่ต้องผ่าตัด มีความปลอดภัย และสามารถใช้เป็นการรักษาเสริมควบคู่กับแนวทางอื่นได้

ในคลินิกที่คำนึงถึงประสิทธิภาพการรักษา จำต้องมุ่งเน้นการประเมินและออกแบบแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (personalized neuromodulation) ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กแต่ละรายได้รับการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

ในมุมมองเชิงฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ Transcranial Magnetic Stimulation เป็นแนวทางการรักษาที่มีพื้นฐานทางประสาทวิทยาที่ชัดเจนและมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับ ADHD แม้ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่และการติดตามระยะยาวเพิ่มเติม แต่ TMS มีบทบาทสำคัญในฐานะทางเลือกหรือการรักษาเสริมสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะในบริบทของการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (personalized medicine)

บทสรุปภาพรวมสำหรับผู้ปกครอง: การรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) ด้วย TMS

ADHD คืออะไร และเหตุใดการรักษาจึงต้องมากกว่าแค่ยา

โรคสมาธิสั้น (ADHD) เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งควบคุมสมาธิ การวางแผน และการยับยั้งพฤติกรรม แม้ยาจะเป็นการรักษาหลักที่ได้ผลดีในเด็กจำนวนมาก แต่มีเด็กบางกลุ่มที่ตอบสนองต่อยาไม่ดี หรือมีผลข้างเคียง ทำให้ผู้ปกครองมองหาทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยและมีหลักฐานรองรับ

TMS คืออะไร
Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) คือการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กจากภายนอกศีรษะ โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้ยา การรักษานี้มุ่งปรับการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิและการควบคุมตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอาการ ADHD

TMS ช่วยเด็ก ADHD ได้อย่างไร (จากงานวิจัยล่าสุด)
จากงานวิจัยระดับนานาชาติแบบ systematic review และ meta-analysis พบว่า TMS สามารถช่วย:

  • ลดอาการขาดสมาธิ
  • ช่วยให้การควบคุมพฤติกรรมดีขึ้น
  • เสริมการทำงานด้านการวางแผนและการจัดการตนเอง
  • ผลการรักษามักเริ่มเห็นภายในไม่กี่สัปดาห์ และผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะเล็กน้อยหรือรู้สึกตึงบริเวณที่กระตุ้น

TMS แตกต่างจากยาและ Neurofeedback อย่างไร
ยา: เห็นผลเร็ว แต่บางรายมีผลข้างเคียงหรือไม่เหมาะกับการใช้ระยะยาว
Neurofeedback: ไม่ใช้ยา แต่ต้องฝึกหลายครั้งและผลอาจแตกต่างกันในแต่ละคน
TMS: ไม่ใช้ยา ระยะการรักษาสั้นกว่า และมีหลักฐานวิจัยสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เด็กแบบใดอาจเหมาะกับ TMS

  • เด็กที่ได้รับการวินิจฉัย ADHD โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • เด็กที่ใช้ยาแล้วได้ผลไม่ดี หรือมีผลข้างเคียง
  • เด็กที่ต้องการแนวทางการรักษาเสริมที่ไม่ใช้ยา
การตัดสินใจรักษาควรผ่านการประเมินโดยทีมแพทย์ และเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย

สรุปสำหรับผู้ปกครอง
TMS เป็นแนวทางการรักษา ADHD ที่ปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด และมีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนเพิ่มขึ้น เหมาะใช้เป็นการรักษาเสริมหรือทางเลือกในเด็กบางกลุ่ม ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
 
เอกสารอ้างอิง
  1. Fu B, Zhou X, Zhou X, Li X, Chen Z, Zhang Y, Du Q. Efficacy and Safety of Transcranial Magnetic Stimulation for Attention-Deficit Hyperactivity Disorder: A Systematic Review and Meta-Analysis. Brain and Behavior. 2025;15(1):e70246. doi:10.1002/brb3.70246. PMID:39829146. PubMed
  2. Han J, Zhang S, Li Y, et al. Transcranial magnetic stimulation in attention-deficit/hyperactivity disorder: a systematic review and meta-analysis of cortical excitability and therapeutic efficacy. Front Psychiatry. 2025;16:1544816. doi:10.3389/fpsyt.2025.1544816. Frontiers
  3. Zhang L, Li Z, Meng H, et al. A meta-analysis on the therapeutic efficacy of repetitive transcranial magnetic stimulation for cognitive functions in attention-deficit/hyperactivity disorders. BMC Psychiatry. 2023;23:756. doi:10.1186/s12888-023-05261-2. Springer
  4. Dirlikov B, Rosch KS, O’Neill J, et al. Transcranial Magnetic Stimulation in Treatment of Adolescent Attention Deficit/Hyperactivity Disorder: A Narrative Review of Literature. J Child Adolesc Psychopharmacol. 2021;31(8):523–534. doi:10.1089/cap.2021.0023. PMID:34150364. PubMed
  5. Chung W, Yeh PY, Cheng YS, Liu C, Fan HY, Tzang RF, et al. Factors influencing therapeutic effectiveness of electroencephalogram-based neurofeedback against core symptoms of ADHD: a systematic review and meta-analysis. J Psychiatry Neurosci. 2022;47(6):E435–E446. doi:10.1503/jpn.220125. ThaiJo
  6. Roy S, Mandal N, Ray A, Roy PK, Bhattacharyya A, Saha PK. Effectiveness of neurofeedback training, behaviour management including attention enhancement training and medication in children with ADHD – comparative follow up study. Asian J Psychiatry. 2022;76:103133. doi:10.1016/j.ajp.2022.103133. ThaiJo
  7. Rossi S, Hallett M, Rossini PM, Pascual-Leone A; The Safety of TMS Consensus Group. Safety, ethical considerations, and application guidelines for the use of transcranial magnetic stimulation in clinical practice and research. Clin Neurophysiol. 2021;132(1):269–306. doi:10.1016/j.clinph.2020.10.003. (Guideline reference)

บทความนี้เป็นบทความต้นฉบับ อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ได้ โดยอ้างอิงตามแหล่งที่มาตามนี้
ปัณณวิชญ์ วงศ์วิวัฒนานนท์. (2568). การรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) โดยการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (TMS) https://www.doctorpanrehab.com/blog/9120/การรักษาโรคสมาธิสั้น-adhd-โดยการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก-tms


บทความที่เกี่ยวข้อง
รายงานการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการรักษา TMS ในโรคติกส์ในเด็ก
รายงานการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบหลายตำแหน่งสำหรับการรักษาโรคติกส์ในเด็ก: การสังเคราะห์เชิงลึกระหว่างทฤษฎีทางสรีรวิทยาและแนวทางปฏิบัติทางคลินิก
11 มี.ค. 2026
10 อันดับน้ำมันหอมระเหยที่ดีสำหรับเด็กออทิสติก และ เด็กสมาธิสั้น
น้ำมันหอมระเหย (Essential oils) คือของเหลวที่กลั่นจากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ใบ ดอก เปลือกไม้ ราก ฯลฯ ใช้บำบัดทั้งทางร่างกายและจิตใจ
14 ก.ค. 2025
การจัดการอารมณ์ในเด็กสมาธิสั้น
การทำความเข้าใจพื้นฐานอารมณ์ของเด็กสมาธิสั้น มักมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ (emotional regulation) เช่น ความหงุดหงิดง่าย โกรธไว วิตกกังวล หรือแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม
23 มิ.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy