สมาธิสั้น เเละ ออทิสติก มักถูกวินิจฉัยสลับกัน สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้!!

สมาธิสั้นเเละออทิสติก มักถูกวินิจฉัยสลับกัน — สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้!!
ADHD (ภาวะสมาธิสั้น) และ Autism (ออทิสติก) มีอาการทับซ้อนกันจำนวนมาก ทำให้แพทย์อาจวินิจฉัยผิดพลาด หรือเด็กถูกมองข้ามการวินิจฉัยโรคหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด
- การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรกสำคัญมาก
- เด็กหลายคนอาจมี ทั้งสองภาวะพร้อมกัน (Co-occurrence)
- ผู้ปกครองต้องรู้ความแตกต่างและทับซ้อนของสองภาวะนี้
1) ทำไม ADHD และ Autism จึงถูกวินิจฉัยผิดพลาดบ่อย?
อาการหลายอย่างคล้ายกันมาก เช่น
- ขาดสมาธิ
- วอกแวกง่าย
- ปัญหาการเข้าสังคม
- ระบบประสาทสัมผัสไวเกินหรือต่ำเกิน
- ควบคุมตนเองลำบาก
- พฤติกรรมซ้ำ ๆ หรืออยู่ไม่นิ่ง
- แพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญอาจเห็นแค่อาการภายนอก และวินิจฉัยเป็นหนึ่งอย่าง โดยไม่รู้ว่าเด็กอาจมีทั้งสองภาวะ
- เด็กบางคน “เก่งปิดบังอาการ” โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่มี Autism แบบMasking คือ
- พยายามเลียนแบบพฤติกรรมเพื่อน
- พยายามทำตัวให้ “ปกติ”
- ทำให้แพทย์เห็นเพียงอาการสมาธิสั้น หรือวินิจฉัยผิดเป็น “เด็กขี้ลืม ขาดระเบียบ”
- ระบบประเมินในบางพื้นที่ไม่ครอบคลุม
- แพทย์ทั่วไปอาจใช้แบบประเมินที่ดู ADHD มากกว่า Autism หรือขาดผู้เชี่ยวชาญด้านออทิสติกในการประเมินเชิงลึก
2) อาการที่ซ้อนทับกันของ ADHD และ Autism
อาการต่อไปนี้พบได้ทั้งสองภาวะ:
- สมาธิสั้น
- ความยากลำบากในการเข้าสังคม
- เด็ก Autism: ไม่เข้าใจภาษากาย สัญญาณสังคม
- ความไวต่อประสาทสัมผัส (sensory)
- หลีกเลี่ยงบางอย่าง หรือแสวงหาสิ่งกระตุ้น
- ปัญหาการควบคุมอารมณ์
- ยากที่จะกลับมาสงบ
เนื่องจากทั้งสองภาวะมีพื้นฐานมาจากการทำงานของสมองที่แตกต่าง เมื่อดูผิวเผินจึงคล้ายกันมาก
3) ความแตกต่างสำคัญระหว่าง ADHD และ Autism ที่ต้องรู้
ความแตกต่างด้านการสื่อสาร
- ADHD พูดเร็ว พูดแทรก ควบคุมตนเองยาก
- Autism พูดแบบท่องจำ พูดน้อย หรือไม่พูด; ไม่เข้าใจในทางสังคม
ความสนใจเฉพาะด้าน
- ADHD สนใจหลายเรื่อง แต่เปลี่ยนบ่อย
- Autism สนใจบางเรื่องอย่างลึกซึ้งและยาวนาน
พฤติกรรมซ้ำ ๆ
- ADHD อยู่นิ่งไม่ได้เพราะสมองต้องการสิ่งกระตุ้น
- Autism เคลื่อนไหวซ้ำเพราะช่วยปรับประสาทสัมผัส (stimming)
การปรับตัวตามสถานการณ์
- ADHD อยากทำแต่ “ยับยั้งชั่งใจไม่ได้”
- Autism ไม่รู้กฎสังคม” หรือ “ตีความไม่เข้าใจ”
ความแตกต่างเหล่านี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการประเมินอย่างระมัดระวัง
4) เด็กอาจมีทั้งสองภาวะ (Dual Diagnosis)
เด็กจำนวนมากมี ทั้ง ADHD และ Autism พร้อมกัน แต่บางโรงพยาบาลยังหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยคู่ ทำให้เด็กได้รับการดูแลไม่ครบเด็กที่มีสองภาวะมักมี:
- ความยากลำบากในโรงเรียนมากขึ้น
- ปัญหาทักษะสังคมซับซ้อนกว่า
- การควบคุมอารมณ์ยากขึ้น
- ภาวะวิตกกังวล/ซึมเศร้าง่ายขึ้น
ดังนั้นการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงสำคัญมาก
1. ประเมินโดยทีมผู้เชี่ยวชาญหลายด้านเช่น
- จิตแพทย์เด็ก
- นักจิตวิทยาพัฒนาการ
- นักกิจกรรมบำบัด
- นักแก้ไขการพูด
การใช้ “ทีม” จะลดความเสี่ยงของการวินิจฉัยผิด
2. เตรียมข้อมูลพฤติกรรมที่บ้านและโรงเรียน เช่น
- วิดีโอ
- รายงานจากครู
- บันทึกพฤติกรรม
สิ่งนี้ช่วยให้ทีมเห็นภาพจริงของเด็กในหลายบริบท
3. ขอประเมินเชิงลึก ไม่ใช่แค่แบบสอบถาม แบบสอบถามอย่างเดียวมักไม่พอ ต้องมี
- การเล่นเชิงโครงสร้าง
- การสังเกต
- แบบทดสอบภาษาและสังคม
เพื่อแยกว่าพฤติกรรมมาจาก ADHD หรือ Autism
- อะไรคือเหตุผลที่สรุปว่าเด็กเป็น ADHD/Autism?
- เด็กมีโอกาสเป็นทั้งสองอย่างไหม?
- ต้องประเมินเพิ่มเติมด้านภาษา/สังคมหรือไม่?
สำหรับ ADHD
- ยาเพิ่มสมาธิ (ในบางราย)
- การฝึกจัดการเวลา
- ความช่วยเหลือด้านพฤติกรรมในห้องเรียน
- สื่อภาพ
- การฝึกทักษะสังคม
- การฝึกประสาทสัมผัส
- การสนับสนุนภาษา
การวินิจฉัยผิดอาจทำให้
- เด็กได้การบำบัดไม่ตรงจุด
- อาการแย่ลงเพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือที่จำเป็น
- ผู้ปกครองสับสน ไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องในการช่วยลูก
บทความที่เกี่ยวข้อง
การบำบัดแบบนี้เป็นแนวทางที่ใช้ “สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นเชิงบวก” เพื่อช่วยให้สมองของเด็กออทิสติกเกิดการเรียนรู้และการพัฒนาได้ดีขึ้น
เป็นภาวะความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น และอาจต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ส่งผลต่อสมาธิ การควบคุมตนเอง พฤติกรรม และการเรียนรู้ แม้การรักษามาตรฐานด้วยยาและพฤติกรรมบำบัด
เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2024 ในวารสารการแพทย์เฮลิยอน มีบทความตีพิมพ์ฉบับล่าสุดเกี่ยวกับการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ (systematic review) สำหรับการรักษาโรคออทิสติกด้วยเครื่องกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กผ่านสมอง (Yuan, 2024) นี่เป็นอีกครั้งที่ TMS (Transcranial Magnetic Stimulation)


