แชร์

รายงานการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการรักษา TMS ในโรคติกส์ในเด็ก

รายงานการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบหลายตำแหน่งสำหรับการรักษาโรคติกส์ในเด็ก :

การสังเคราะห์เชิงลึกระหว่างทฤษฎีทางสรีรวิทยาและแนวทางปฏิบัติทางคลินิก

        สภาวะความผิดปกติของกล้ามเนื้อกระตุกหรือโรคติกส์ (Tic Disorders) และกลุ่มอาการทูเร็ตต์ (Tourette Syndrome: TS) ในเด็ก เป็นความท้าทายที่ซับซ้อนอย่างยิ่งในทางกุมารประสาทวิทยา โดยมีลักษณะเด่นคือการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซ้ำๆ และไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมักมีอาการเตือนล่วงหน้า (Premonitory Urges) นำมาก่อน แม้ว่าการรักษาด้วยยาและการบำบัดพฤติกรรมจะเป็นแนวทางหลักในปัจจุบัน แต่ข้อจำกัดด้านผลข้างเคียงและการตอบสนองที่ไม่สมบูรณ์ในผู้ป่วยบางรายทำให้เกิดความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ โดยเฉพาะการใช้การกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าข้ามกะโหลก (Transcranial Magnetic Stimulation: TMS)  ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การยับยั้งการทำงานของพื้นที่เสริมการเคลื่อนไหว (Supplementary Motor Area: SMA) เนื่องจากพบภาวะการทำงานที่มากเกินไป (Hyperactivity) ในบริเวณนี้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์จากแนวทางปฏิบัติทางคลินิกและงานวิจัยยุคใหม่เริ่มชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านจากการกระตุ้นตำแหน่งเดียว (Single-site) ไปสู่การใช้โปรโตคอลการกระตุ้นแบบต่อเนื่องแบบทีตาเบิร์สต์ (Continuous Theta Burst Stimulation: cTBS) ในหลายตำแหน่งร่วมกัน ได้แก่ SMA, รอยนูนหน้าแถบกลาง (Primary Motor Cortex: M1) และซีรีเบลลัม (Cerebellum) อาจมอบผลลัพธ์ในการควบคุมอาการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ 

บทบาทของ Supplementary Motor Area (SMA) ในฐานะจุดศูนย์กลางการสั่งการ

SMA มีบทบาทสำคัญในการวางแผนการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากภายใน (Internally Generated Movements) และการยับยั้งการเคลื่อนไหว ข้อมูลจากการถ่ายภาพสมองด้วยคลินิกและการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าชี้ให้เห็นว่า SMA เป็นบริเวณที่มีการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงก่อนเกิดอาการติกส์ (Pre-tic Period) และความเข้มข้นของสารสื่อประสาทชนิดยับยั้งอย่างกรดแกมมา-อะมิโนบิวทีริก (Gamma-Aminobutyric Acid: GABA) ในบริเวณนี้มีความสัมพันธ์ผกผันกับความรุนแรงของอาการเตือนล่วงหน้า 

การใช้ TMS เพื่อยับยั้ง SMA มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการตื่นตัวที่มากเกินไปนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมอาการติกส์ด้วยตนเอง (Tic Controllability)  งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าความบกพร่องของ SMA ไม่เพียงแต่นำไปสู่การเกิดติกส์ แต่ยังขัดขวางความสามารถของเด็กในการใช้เทคนิคการยับยั้งพฤติกรรม เช่น การบำบัดพฤติกรรมแบบครอบคลุมสำหรับโรคติกส์ (Comprehensive Behavioral Intervention for Tics: CBIT) 

การปรับเปลี่ยนมุมมองสู่โครงข่ายแบบกระจายตัว: M1 และ Cerebellum

ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าโรคติกส์เป็นความผิดปกติของ "โครงข่ายประสาท" มากกว่าความผิดปกติของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง  นอกจาก SMA แล้ว รอยนูนหน้าแถบกลาง (M1) ยังแสดงภาวะการตื่นตัวที่มากเกินไป (Hyperexcitability) และมีความบกพร่องในการยับยั้งภายในคอร์เทกซ์ (Short-interval Intracortical Inhibition: SICI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่แข็งแกร่งของความรุนแรงของติกส์ 

ในขณะเดียวกัน ซีรีเบลลัมซึ่งเดิมทีเชื่อว่าทำหน้าที่เพียงการประสานงานของกล้ามเนื้อ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีบทบาทสำคัญในการควบคุมจังหวะเวลาและการเรียนรู้การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ 

ซีรีเบลลัมมีการเชื่อมต่อกับวงจร CSTC ผ่านเส้นทางเดนตาโต-ทาลามิก-คอร์ติคัล (Dentato-Thalamo-Cortical: DTC) และความบกพร่องของเซลล์เพอร์คินจี (Purkinje Cells) ในซีรีเบลลัมอาจส่งผลให้เกิด "การเรียนรู้ที่มากเกินไป" (Overlearning) ของรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เป็นติกส์ ทำให้ติกส์เหล่านั้นฝังรากลึกในระบบความจำของการเคลื่อนไหว 

การวิเคราะห์เปรียบเทียบเป้าหมายการกระตุ้นและการทำงานร่วมกันของโครงข่าย

การเลือกใช้ตำแหน่งกระตุ้นร่วมกันระหว่าง SMA, M1 และซีรีเบลลัมในทางปฏิบัตินั้น มีรากฐานมาจากความเข้าใจที่ว่าการยับยั้งเพียงจุดเดียวอาจทำให้ระบบเกิดการชดเชย (Compensation) ผ่านเส้นทางอื่น การกระตุ้นหลายตำแหน่งพร้อมกันจึงเป็นการปิดล้อมกลไกการเกิดติกส์จากหลายมิติ

ตำแหน่งเป้าหมาย ความสัมพันธ์ในโครงข่าย หน้าที่ทางพยาธิสรีรวิทยาในโรคติกส์ ผลจากการยับยั้ง (Inhibitory NIBS)
SMA ส่วนปลายของวงจร CSTC การวางแผนการเคลื่อนไหวและแรงขับดันจากภายใน (Internal Urge)  ลดความถี่ของความรู้สึกอยากกระตุก และเพิ่มการควบคุมตนเอง 
M1 เส้นทางสั่งการหลัก (Final Common Pathway) การแสดงออกของกล้ามเนื้อกระตุก (Execution)  ลดความแรงและความถี่ของการกระตุกโดยตรง 
Cerebellum วงจรควบคุมและประสานงาน (DTC Pathway) การควบคุมจังหวะเวลาและการเรียนรู้ทางมอเตอร์ที่ผิดพลาด  ปรับสมดุลการยับยั้งของโครงข่ายในภาพรวม และลดการเกิดซ้ำของติกส์ 

 

ในทางฟิสิกส์ของการกระตุ้น การใช้โปรโตคอล cTBS (Continuous Theta Burst Stimulation) มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการกระตุ้นหลายตำแหน่ง เนื่องจากใช้เวลาน้อยมาก (ประมาณ 40 วินาทีต่อตำแหน่ง) เมื่อเทียบกับ rTMS แบบเดิมที่ใช้เวลา 20-30 นาที สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในผู้ป่วยเด็กที่มักมีความอดทนต่ำต่อการอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน

หลักฐานเชิงประจักษ์จากการใช้โปรโตคอลการกระตุ้นหลายตำแหน่ง (Multi-target Approach)
คำถามสำคัญคือมีงานวิจัยรองรับการกระตุ้นร่วมกันของ SMA, M1 และซีรีเบลลัมหรือไม่ คำตอบคือเริ่มมีการรายงานผลในลักษณะของกรณีศึกษาผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษา (Refractory Case Reports) และงานวิจัยเชิงสำรวจโครงข่ายประสาทที่ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของแนวทางนี้ 

กรณีศึกษาการรักษาแบบบูรณาการหลายตำแหน่ง
มีการรายงานกรณีศึกษาผู้ป่วยที่เป็นโรคติกส์รุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน (Refractory TS) ซึ่งได้รับการรักษาด้วยการผสมผสานเทคนิคกระตุ้นสมองที่แตกต่างกันแต่ส่งผลเสริมกัน โดยใช้การกระตุ้นด้วยความถี่ต่ำ (Inhibitory 1 Hz rTMS) ที่ตำแหน่ง SMA ร่วมกับการใช้การกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้ากระแสตรง (tDCS) โดยวางขั้วลบ (Cathodal - Inhibitory) ไว้ที่ตำแหน่ง M1 และขั้วบวก (Anodal - Excitatory) ไว้ที่ตำแหน่งซีรีเบลลัม

ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง:

1.การลดลงของอาการติกส์: ผู้ป่วยมีการตอบสนองที่ดีเยี่ยมและมีความต่อเนื่องของผลการรักษายาวนานถึง 3 เดือนหลังจากสิ้นสุดการรักษา
2.กลไกการออกฤทธิ์: การกระตุ้น SMA ช่วยลดแรงขับดันภายใน (Premonitory Urges) ในขณะที่การยับยั้ง M1 ช่วยลดแรงส่งของการกระตุก และการปรับสมดุลที่ซีรีเบลลัมช่วยส่งเสริมการเรียนรู้การควบคุมมอเตอร์ใหม่
3.ความปลอดภัย: ไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง แม้จะเป็นการกระตุ้นหลายตำแหน่งพร้อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาในโรคความผิดปกติของการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น อาการสั่น (Essential Tremor) ที่พบว่าการใช้ cTBS หลายตำแหน่ง (M1 + Cerebellum) มีความปลอดภัยและสามารถลดอาการได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลสนับสนุนจากโครงสร้างและหน้าที่ของโครงข่าย (fMRI Connectivity)
งานวิจัยยุคปี 2024-2025 เริ่มใช้การเชื่อมต่อของสมอง (Functional Connectivity: FC) เป็นตัวกำหนดเป้าหมาย (Individualized Targeting) ข้อมูลจาก fMRI แสดงให้เห็นว่าการกระตุ้นตำแหน่งหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตำแหน่งอื่นในโครงข่าย ตัวอย่างเช่น การกระตุ้น cTBS ที่ตำแหน่ง SMA ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อ SMA เท่านั้น แต่ยังส่งผลลดการทำงาน (Task Activation) ในบริเวณ M1 ทั้งสองข้างอีกด้วย 

นอกจากนี้ การศึกษาล่าสุดระบุว่าการกระตุ้นที่ SMA เป้าหมายที่จำเพาะต่อบุคคล (GPi-based target) สามารถส่งผลปรับเปลี่ยนการทำงานของสมองในส่วนซีรีเบลลัมได้ (Right Lingual/Cerebellum) ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมการรวมตำแหน่งเหล่านี้เข้าด้วยกันจึงให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลังกว่า เนื่องจากเป็นการกระตุ้นที่สอดคล้องกับการเชื่อมต่อตามธรรมชาติของสมอง

ความเหมาะสมของ cTBS ในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น
การใช้ cTBS (Continuous Theta Burst Stimulation) ได้รับความนิยมมากขึ้นในงานวิจัยเด็กเนื่องจากพารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับการพัฒนาของระบบประสาท

1. ความเข้มข้นและระยะเวลา: cTBS ใช้คลื่นความถี่สูง 50Hz ซ้อนบนความถี่ทีตา 5Hz ทำให้สามารถส่งผ่านพลังงานที่เหนี่ยวนำให้เกิดภาวะ Long-term Depression (LTD)-like plasticity ได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 40 วินาที
2.ความอดทนของผู้ป่วย: ระยะเวลาการรักษที่สั้นลงช่วยลดความวิตกกังวลในเด็ก และเพิ่มความแม่นยำในการกระตุ้นเนื่องจากผู้ป่วยขยับศีรษะน้อยลง
3.ความปลอดภัยเชิงเปรียบเทียบ: อัตราการเกิดผลข้างเคียง (Adverse Events: AE) ในเด็กที่รับการรักษาด้วย TBS อยู่ที่ประมาณ10.5% ซึ่งไม่แตกต่างจากการกระตุ้นแบบ Single-pulse หรือ Paired-pulse ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก

คุณสมบัติของโปรโตคอล 1 Hz rTMS (แบบดั้งเดิม) cTBS (Theta Burst)
ระยะเวลาต่อเซสชัน 20 - 30 นาที 40 วินาที - 3 นาที
จำนวนพัลส์ 1,200 - 1,800 พัลส์ 600 พัลส์
กลไกทางสรีรวิทยา LTD-like plasticity LTD-like plasticity (มีประสิทธิภาพสูงกว่าในเวลาที่สั้นกว่า)
ความเหมาะสมในเด็ก ปานกลาง (ต้องการการอยู่นิ่งนาน) สูง (รวดเร็วและทนทานได้ดี)
การเข้าถึงพื้นที่สมอง ผิวเผิน ผิวเผินแต่ส่งผลต่อโครงข่ายลึกได้ดี

 

กลไกการประสานพลัง (Synergy) ระหว่าง SMA, M1 และ Cerebellum
การเข้าใจว่าทำไมการรักษาแบบหลายตำแหน่งจึงได้ผลดีกว่า ต้องการการวิเคราะห์เชิงลึกถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายเหล่านี้  ในผู้ป่วยโรคติกส์ สมองจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมสัญญาณรบกวน (Signal-to-Noise Ratio) ในระบบมอเตอร์.
 
1. การยับยั้งจาก "จุดกำเนิด" (SMA) และ "จุดปลดปล่อย" (M1)
ในกระบวนการเกิดติกส์ สัญญาณเริ่มต้นมักถูกตรวจพบที่ SMA ก่อนการเคลื่อนไหวจริงหลายร้อยมิลลิวินาที การยับยั้ง SMA จึงเปรียบเสมือนการลด "แรงดัน" ของสัญญาณที่จะถูกส่งออกมา อย่างไรก็ตาม M1 ในผู้ป่วยติกส์มีภาวะ Hyperexcitability อยู่ในตัวมันเอง ทำให้สัญญาณเพียงเล็กน้อยที่หลุดรอดจาก SMA สามารถถูกขยายให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงได้ การยับยั้ง M1 ไปพร้อมกับ SMA จึงเป็นการป้องกันทั้งการสร้างสัญญาณและการขยายสัญญาณข้ามระบบ
2. การกู้คืนการยับยั้งทางซีรีเบลลัม (Cerebellar Inhibition)
ซีรีเบลลัมทำหน้าที่เป็นตัวเปรียบเทียบ (Comparator) ระหว่างการเคลื่อนไหวที่ตั้งใจและความเป็นจริง ในโรคติกส์ พบว่ามีการลดลงของปริมาตรเนื้อสมองในส่วนของ Crus I และ Lobule VI ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมมอเตอร์และพฤติกรรม  ความบกพร่องนี้ทำให้ซีรีเบลลัมไม่สามารถส่งสัญญาณยับยั้งกลับไปยังเปลือกสมองได้เพียงพอ การกระตุ้นซีรีเบลลัม (มักใช้การกระตุ้นเพื่อเพิ่มการทำงานของ Purkinje cells) จะช่วยกู้คืนความสามารถในการควบคุมแบบป้อนกลับ (Feedback Control) และช่วยลดภาวะ "ติกส์ค้าง" หรือติกส์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างรวดเร็ว
 
แนวโน้มงานวิจัยในปัจจุบัน (2024-2026) และทิศทางในอนาคต
งานวิจัยล่าสุดในสาขา Neuromodulation สำหรับเด็กมุ่งเน้นไปที่การใช้ TMS เพื่อ "เสริมประสิทธิภาพ" (Augmentation) ของการบำบัดมาตรฐาน.3

The CBIT + TMS Trial (NCT04578912): เป็นการศึกษาขนาดใหญ่ที่ทดสอบว่าการใช้ TMS (ทั้ง 1 Hz และ cTBS) เพื่อยับยั้ง SMA จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้การยับยั้งติกส์ในระหว่างการทำ CBIT ได้ดีขึ้นหรือไม่ ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าการยับยั้ง SMA-M1 connectivity ช่วยลดอุปสรรคทางสรีรวิทยาในการควบคุมพฤติกรรม.
Sequential vs. Simultaneous Stimulation: การศึกษาในโรคทางระบบประสาทอื่นๆ (เช่น Tinnitus หรือ Depression) พบว่าการกระตุ้นหลายตำแหน่งแบบลำดับ (Sequential) เช่น การกระตุ้นส่วนหน้า (DLPFC) ก่อนแล้วตามด้วยส่วนหลัง (Auditory Cortex) ให้ผลดีกว่าการกระตุ้นตำแหน่งเดียว ซึ่งอาจนำมาประยุกต์ใช้กับโรคติกส์โดยการยับยั้ง SMA/M1 และตามด้วยการปรับสมดุลซีรีเบลลัม.
Individualized fMRI Targeting: ความสำเร็จในทางปฏิบัติที่ผู้ใช้งานสังเกตเห็น อาจเกิดจากการที่การกระตุ้นแบบเดิมมักพลาดเป้าหมายที่แท้จริงเนื่องจากความแปรปรวนทางกายวิภาค การใช้การนำทางด้วยภาพถ่ายสมอง (Neuronavigation) เพื่อหาจุดเชื่อมต่อสูงสุดระหว่าง SMA และ GPi กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่
 
บทสรุปและความเห็นเชิงวิชาการ
จากการสังเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยและกรณีศึกษาทางคลินิก สามารถสรุปได้ว่าข้อสังเกตของผู้ใช้งานที่ว่าการใช้ cTBS ที่ตำแหน่ง SMA, M1 และ Cerebellum ร่วมกันให้ผลดีกว่ามากนั้น มีรากฐานทางพยาธิสรีรวิทยาที่แข็งแกร่งและมีหลักฐานสนับสนุนที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้งานวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่แบบสุ่ม (Randomized Controlled Trials: RCTs) ที่เปรียบเทียบแบบ head-to-head ระหว่างตำแหน่งเดียวและหลายตำแหน่งจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเก็บข้อมูล แต่ผลลัพธ์จากกรณีศึกษาผู้ป่วยที่รักษาได้ยาก (Refractory TS) ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่าของการรักษาแบบโครงข่าย

แนวทางการรักษาในอนาคตสำหรับเด็กที่เป็นโรคติกส์รุนแรงจึงควรพิจารณา:
1.การเปลี่ยนผ่านจากโปรโตคอล rTMS แบบเดิมไปสู่ cTBS เพื่อความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนความยืดหยุ่นของระบบประสาท (Neuroplasticity)
2.การใช้แนวทาง Multi-target ที่ครอบคลุมทั้ง SMA (เพื่อลดแรงขับดัน), M1 (เพื่อลดการปลดปล่อยสัญญาณ) และ Cerebellum (เพื่อปรับสมดุลโครงข่าย) ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นตำแหน่งเดียว
3.
การบูรณาการการกระตุ้นสมองเข้ากับการบำบัดพฤติกรรม (CBIT) เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับสรีรวิทยาและพฤติกรรมเรียนรู้

การรักษาโรคติกส์ในเด็กด้วย TMS กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของการมองหา "จุดเดียวที่ผิดปกติ" ไปสู่การรักษาที่มุ่งเน้นความสมดุลของ "ทั้งระบบ" ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติที่ซับซ้อนของสมองมนุษย์และผลลัพธ์ที่เป็นเลิศในทางปฏิบัติทางคลินิกที่ได้รับรายงาน
 
ผลงานที่อ้างอิง
1.Transcranial magnetic stimulation to probe the role of the ..., เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12711818/
2.Tourette Syndrome and Tic Disorders - Norman Fixel Institute for Neurological Diseases, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://fixel.ufhealth.org/wordpress/files/2025/08/frey-2025-tourette-syndrome-and-tic-disorders.pdf
3.The CBIT + TMS trial: study protocol for a two-phase randomized controlled trial testing neuromodulation to augment behavior therapy for youth with chronic tics - PubMed, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37400828/
4.The CBIT+TMS Trial: study protocol for a two-phase randomized controlled trial testing neuromodulation to augment behavior therapy for youth with chronic tics - PMC, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10312978/
5.(PDF) Multi-target combination treatment with rTMS and tDCS for Tourette syndrome: a case report - ResearchGate, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.researchgate.net/publication/388207664_Multi-target_combination_treatment_with_rTMS_and_tDCS_for_Tourette_syndrome_a_case_report
6.Multi-target combination treatment with rTMS and tDCS for Tourette ..., เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11752887/
7.Tics and Emotions - MDPI, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.mdpi.com/2076-3425/12/2/242
8.Dysfunctions of the basal ganglia-cerebellar-thalamo-cortical system produce motor tics in Tourette syndrome - PMC, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5373520/
9.Abnormal Individualized Functional Connectivity: A Potential ..., เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.researchgate.net/publication/384783606_Abnormal_Individualized_Functional_Connectivity_A_Potential_Stimulation_Target_for_Pediatric_Tourette_Syndrome
10.The Pathophysiology of Tics | Neupsy Key, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://neupsykey.com/the-pathophysiology-of-tics/
11.Noninvasive brain stimulation for Gilles de la Tourette syndrome - ResearchGate, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.researchgate.net/publication/400342203_Noninvasive_brain_stimulation_for_Gilles_de_la_Tourette_syndrome
12.Neurophysiology of Gilles de la Tourette's Cerebellum: A Potential ..., เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.tourettes-action.org.uk/storage/downloads/1404829405_Nicole-Pedroarena-Leal.pdf
13.Motor network organization in healthy development and chronic tic disorders | Brain Communications | Oxford Academic, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://academic.oup.com/braincomms/article/7/4/fcaf260/8178796
14.TMS for Improving Response Inhibition in Adolescents With OCD NCT05104697 November 19, 2024 - Clinical Trials, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://cdn.clinicaltrials.gov/large-docs/97/NCT05104697/Prot_SAP_001.pdf
15.Acute effects of a single session of multitarget continuous Theta-Burst stimulation for essential Tremor: A Randomized, Sham-Controlled trial - PMC, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12704090/
16.Function‐Specific Localization in the Supplementary Motor Area: A Potential Effective Target for Tourette Syndrome - PMC, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11843473/
17.Functional MRI-navigated repetitive transcranial magnetic stimulation over supplementary motor area in chronic tic disorders - PubMed, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24268723/
18.Non-invasive brain stimulation as therapy: systematic review and recommendations with a focus on the treatment of Tourette syndrome - PMC, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8858270/
19.Transcranial Magnetic Stimulation in the Treatment of Neurological Diseases - Frontiers, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.frontiersin.org/journals/neurology/articles/10.3389/fneur.2022.793253/full
20.Safety and tolerability of theta burst stimulation vs. single and paired pulse transcranial magnetic stimulation: a comparative study of 165 pediatric subjects - PMC, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4316715/
21.2022.2.24 Conelea 29064 Protocol (3) - ClinicalTrials.gov, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://cdn.clinicaltrials.gov/large-docs/12/NCT04578912/Prot_SAP_002.pdf
22.53rd Child Neurology Society Annual Meeting, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.childneurologysociety.org/wp-content/uploads/2024/11/ANA_v96_iS33_Rev5.pdf
23.Sequential Prefrontal and Temporoparietal Repetitive Transcranial Magnetic Stimulation (rTMS) for Treatment of Tinnitus With and Without Comorbid Depression: A Case Series and Systematic Review - Frontiers, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.frontiersin.org/journals/neurology/articles/10.3389/fneur.2022.831832/full
24.Sequential Prefrontal and Temporoparietal Repetitive Transcranial Magnetic Stimulation (rTMS) for Treatment of Tinnitus With and Without Comorbid Depression: A Case Series and Systematic Review - ResearchGate, เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 8, 2026 https://www.researchgate.net/publication/360706311_Sequential_Prefrontal_and_Temporoparietal_Repetitive_Transcranial_Magnetic_Stimulation_rTMS_for_Treatment_of_Tinnitus_With_and_Without_Comorbid_Depression_A_Case_Series_and_Systematic_Review

บทความที่เกี่ยวข้อง
ทีเอ็มเอส  (TMS) รักษาอาการหลักของโรคออทิสติก (ASD) ได้แล้ว
เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2024 ในวารสารการแพทย์เฮลิยอน มีบทความตีพิมพ์ฉบับล่าสุดเกี่ยวกับการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ (systematic review) สำหรับการรักษาโรคออทิสติกด้วยเครื่องกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กผ่านสมอง (Yuan, 2024) นี่เป็นอีกครั้งที่ TMS (Transcranial Magnetic Stimulation)
การรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) โดยการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (TMS)
เป็นภาวะความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น และอาจต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ส่งผลต่อสมาธิ การควบคุมตนเอง พฤติกรรม และการเรียนรู้ แม้การรักษามาตรฐานด้วยยาและพฤติกรรมบำบัด
การรักษาโรคซึมเศร้าด้วย TMS
โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในภาวะสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยที่สุดในสังคมปัจจุบัน และสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตในทุกด้าน
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy